- คำนาม (Noun เขียนย่อๆว่า N.)
- คำกริยา (Verb เขียนย่อๆว่า V.)
- คำสรรพนาม (Pronoun เขียนย่อๆว่า Pron)
- คำคุณศัพท์ (Adjective) เขียนย่อๆว่า Adj.)
- คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb เขียนย่อๆว่า Adv)
- คำสันทาน (Conjunction เขียนย่อๆว่า Conj)
- คำบุพบท (Preposition เขียนย่อๆว่า Prep)
- Interjection (ประเภทของคำที่อุทานด้วยความประหลาดใจ เช่น โอ้... อ๊ะ...)
ในการเรียนไปพร้อมกับชุดการสอนนี้ ให้ท่านหาดิกเอาไว้ 2 แบบ
1. ดิกไทย -> อังกฤษ
2. ดิกอังกฤษ -> ไทย
โดยในระหว่างการเรียนนั้น ถ้าหากท่านติดตรงไหน สงสัยตรงไหน ให้เปิดดิกหาความหมายที่ต้องการ โดยในการหานั้น ให้ท่านหาความหมายพร้อมกับประเภทของคำด้วยนะครับ ว่ามันเป็นคำอะไร
มาดูตัวอย่างกันนะครับ เวลาท่านแปล ให้ท่านหาประเภทคำด้วย
คำว่า แปลว่า เป็นคำแบบไหน
run วิ่ง Verb
go ไป Verb
angry โกรธ Adj
rich รวย Adj
at ที่ Prep
table โต๊ะ Noun
often บ่อย Adv
เห็นไหมครับ เอาง่ายๆเพียงแค่เวลาเปิดดิกหาความหมายของคำ ให้ท่านหาด้วยว่ามันเป็นคำอะไร เป็น Verb, Noun หรือเป็น Adjective ซึ่งถ้าเรารู้แล้วว่ามันเป็นคำอะไร เวลาเจอประโยค เราก็จะแปลให้ถูกความหมายไม่ผิดเพี้ยน แต่ถ้าท่านไม่ได้ดูว่ามันเป็นคำว่าอะไร รู้แต่ความหมาย บางครั้งท่านอาจจะแปลได้ไม่ถูกต้องนัก เช่น เรามีประโยคที่ว่า
My boss is angry.
อย่างประโยคนี้ ถ้าดูจากดิกแล้ว is แปลว่า "เป็น" และ angry แปลว่า "โกรธ" ดังนั้น ถ้าแปลตรงๆ แล้วก็จะได้ว่า "หัวหน้าของฉันคือโกรธ" เป็นอย่างนั้นไป เห็นไหมครับ ความหมายของมันผิดเพี้ยนไปเลย แต่ถ้าท่านรู้ว่าเจ้าคำว่า angry นั้นเป็น Adjective ท่านก็จะเข้าใจได้ทันทีเลยว่า ถ้าคำที่เป็น Adjective ตามหลัง is, am, are จะให้ความหมายว่า "เขาเป็นอย่างไร" เมื่อท่านรู้รูปแบบของตัวภาษาอังกฤษแบบนี้แล้ว ประโยคนี้จึงแปลได้ว่า "หัวหน้าของฉันโกรธ" ไม่ใช่ "หัวหน้าของฉันคือโกรธ" ตรงนี้ไงครับ ถึงได้บอกว่าเวลาที่ท่านเปิดดิก แปลศัพท์ นอกจากท่านจะต้องเอาความหมายของศัพท์นั้นมาใช้แล้ว ท่านจะต้องดูด้วยว่าศัพท์คำนั้นเป็นคำประเภทอะไร เพราะเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นคำอะไร เวลาท่านแปลทั้งประโยคก็จะได้ใจความที่สมบูรณ์แบบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น